ประวัติความเป็นมาผ้าไหมบุรีรัมย์

      การส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จังหวัดบุรีรัมย์เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชการที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงโปรดเกล้าให้ กรมหมื่นพิชัยมหิตโรดม พระราชโอรสลำดับที่ ๓๘ เป็นอธิบดีกรมช่างไหม ในปี ๒๔๔๗-๒๔๔๘ ได้มีการจัดตั้งสถานีเลี้ยงไหมปลูกหม่อนที่จังหวัดบุรีรัมย์ขึ้น อธิบดีกรมช่างไหมทรงเสด็จออกตรวจเยี่ยมการทำไหมที่จังหวัดบุรีรัมย์โดยทางเกวียน และทรงแต่งเพลง “ลาวดำเนินเกวียน”ขึ้นระหว่างเดินทาง ปัจจุบันเรียกว่า “เพลงลาวดวงเดือน”

      เมื่อปี ๒๔๕๐ มีการตั้งโรงสาวไหมขึ้นที่ว่าการอำเภอและศาลาวัดในพื้นที่ที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากๆของบุรีรัมย์ เช่น บ้านนาโพธิ์ หน่วยเลี้ยงไหมพุทไธสงและเมืองบุรีรัมย์ประสบความสำเร็จ กรมช่างไหมจึงให้หน่วยเลี้ยงไหมในมณฑลอีสานขึ้นตรงต่อหน่วยเมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่ปี ๒๔๕๖ การเลี้ยงไหมชะงักลงจาการที่ไหมเกิดโรคระบาด และเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนกระทั่งปี ๒๔๙๕ ได้มีการยกฐานะโรงเลี้ยงไหมจังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นเป็นสถานีส่งเสริมการเลี้ยงไหม ส่งเสริมการทำไหมอย่างจริงจังอีก จนถึงปี ๒๕๑๘ มีการรวมกลุ่ม“กลุ่มสตรีอาสาทอผ้าไหม”ที่บ้านนาโพธิ์ อำเภอนาโพธิ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพในพระองค์ จึงยกระดับฝีมือทอผ้าชาวบุรีรัมย์ให้ดียิ่งขึ้น

      เมื่อปี ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาคุณภาพชีวิต สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ศึกษาข้อมูลพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของประเทศไทย พบว่าอำเภอนาโพธิ์เป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของประเทศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงทราบถึงโครงการ จึงรับพื้นที่อำเภอ นาโพธิ์ไว้ในโครงการส่วนพระองค์ ในปี ๒๕๔๒ ได้มีการก่อสร้างศูนย์หัตกรรมพื้นบ้านที่อำเภอนาโพธิ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพรองรับแผนงานโครงการส่วนพระองค์ ในปี ๒๕๔๕ ผู้ผลิตผ้าไหมชาวบุรีรัมย์ กว่าร้อยกลุ่ม จึงขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน


อ่านต่อ...